29 ต.ค. 2555 |
21058 views
อาคารพาณิชย์เก่าแก่อายุกว่า 20 ปีที่ปรับปรุงต่อเติมใหม่เป็นที่พักอาศัยในย่านถนนหลานหลวง พื้นที่กลางกรุงที่สับสนวุ่นวายนี้ ใครจะเชื่อว่าบนชั้น 5 ของอาคารมีสวนสวยซ่อนตัวอยู่ ที่สำคัญทุกตารางนิ้วในสวนนี้เกิดจากความคิดบวกกับฝีมือของ คุณติ๊ก -ศุภรัตน์ จิระพงศ์วัฒนา ผู้บริหาร Decor Mart ผู้หญิงตัวเล็กๆที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสวนและต้นไม้มาก่อน
พลิกลานปูนให้เป็นสวน
“ตอนแรกไม่เคยคิดจะทำสวนหรือปลูกต้นไม้ พอดีมีพี่ที่รู้จักกำลังทำบ้านใหม่ มาชวนให้ไปช่วยกันจัดสวน แต่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ด้วยกันทั้งคู่ ก็ลองผิดลองถูกกันไป เมื่อ 2 ปีก่อนซื้อบ้านใหม่ ขอคุณพ่อคุณแม่ไว้ว่าอยากจะทำสวนที่ชั้นบน ตอนนั้นก็ยังคงไม่มีความรู้ อาศัยไปดูตามร้านขายต้นไม้ เปิดหนังสือดูบ้าง อยากทำอะไรก็ทำ ลงมือลุยเองทุกขั้นตอน งานโครงสร้างต่างๆในสวนก็ออกแบบเองทั้งหมด สเก็ตช์แบบและให้ช่างทำ ปีกว่าๆจึงเสร็จทั้งหมด คุณพ่อคุณแม่ยังบ่นว่าทำไมช้านัก เราก็จบด้านวิทยาศาสตร์ เรียนเคมี ชีวะ ทำงานแต่ด้านการเงิน เลยใช้วิธี ‘สถาปนึก’ กับ ‘วิศวกะ’ มาทำสวน คงเป็นความเก็บกดที่อยากทำสวนด้วย ทีนี้เลยได้ทำสมใจ
“เราบอกช่างตั้งแต่แรกว่าชั้นบนนี้อยากปลูกต้นไม้ ช่างเลยเสริมคานเหล็กที่พื้นทุก 1 เมตร ด้านล่างเปิดโล่งให้ระบายน้ำได้ง่าย พยายามเก็บเศษใบไม้เศษขยะอยู่เสมอ เลือกปลูกต้นไม้ที่ใบไม่ร่วงง่าย ใต้พื้นสวนแต่ละส่วนก็ทำให้ต่างระดับกัน เพื่อให้ระบายน้ำได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่จะมีปัญหาก็บ่อบัวกับบ่อน้ำ เวลาฝนตกหนักๆน้ำจะล้นบ่อ เราก็คอยตักน้ำออกเอาไปรดต้นไม้ ก็เป็นไปตามความตั้งใจแต่แรกที่ทำบ่อน้ำไว้เพื่อเก็บน้ำไว้รดต้นไม้ ช่วยประหยัดไปได้ส่วนหนึ่ง
“เป็นคนชอบเที่ยวค่ะ เห็นอะไรมาเยอะ ก็เป็นความทรงจำของเรา ใช้วิธีครูพักลักจำเยอะ เห็นแล้วน่าจะเอามาใช้ในสวนเราได้ก็ทำ ผนังในสวนก็บอกช่างว่าอยากได้สีนี้ๆ ช่างก็ซื้อสีฝุ่นมาผสมลงไป นำเศษไม้ที่เหลือจากทำระแนงข้างล่างมาปะ ใช้ของเหลือๆที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์”
คุณติ๊กเลือกปลูกต้นไม้ที่ชอบเป็นหลักจึงมีหลากหลายชนิด ทั้งไม้น้ำ ไม้ใบ ไม้ดอก บางต้นก็ขอจากคนอื่นมาบ้าง
“กรรณิการ์ต้นนั้นมีคนจะทิ้งเราก็ขอมาปลูกจนต้นโตออกดอกสวย ใหม่ๆก็ปลูกไม่งาม พยายามสังเกตว่าต้นไม้ชอบแบบไหน อยู่ตรงไหนแล้วโตดี ยกเข้ายกออกไปเรื่อยจนได้ที่ที่เหมาะ ต้นไม้ทุกต้นดูแลเองกับมือ ทั้งตัดแต่งกิ่งและขยายพันธุ์ ไม่กล้าให้ใครทำ เคยมีประสบการณ์ไม่อยู่บ้านสัปดาห์หนึ่ง ให้คนงานดูแลแทน พอกลับมาปรากฏว่าต้นไม้หงอยๆ ทั้งที่รดน้ำทุกวัน แต่คงเพราะรดไม่โชก ยังโดนแซวว่าก่อนไปได้บอกต้นไม้หรือเปล่าว่าจะไม่อยู่บ้าน (หัวเราะ)
“ต้นไม้ที่ชอบที่รักเป็นพิเศษน่าจะเป็นสับปะรดสี แรกๆที่ปลูกเน่าตายไปหลายต้น ไม่เคยออกตะเกียง หลังๆต้นโตแตกตะเกียง เราก็ภูมิใจจนกลายเป็นรัก นอกจากนี้ยังชอบไม้น้ำซึ่งไม่ต้องดูแลอะไรมาก อีกต้นก็เฟินเพราะเป็นคนชอบรดน้ำต้นไม้ รดกันจนแฉะไปหมด”
ชีวิตในสวน
“ส่วนมากตื่นเช้ามาจะฝึกโยคะอยู่ในห้องนั่งเล่น บางทีก็นั่งเขียนหนังสือเขียนคอลัมน์ให้นิตยสาร บางวันก็มีเพื่อนมานั่งเล่น อยู่ห้องนี้มองออกไปเห็นสวนสวยๆแล้วสบายใจ คุณพ่อก็ชอบขึ้นมาเดินออกกำลังกาย เดินนวดฝ่าเท้าที่ลานกรวด คือกะว่าไม่ต้องออกไปสวนสาธารณะกันเลย
“ช่วงหน้าร้อนก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ รดน้ำต้นไม้ทุกวัน ตื่นมาหกโมงกว่าๆมารดน้ำให้แฉะ ต้นไม้คงปรับตัวอยู่ได้ด้วยเลยเติบโตงอกงามดี อย่างช่วงหน้าฝนถ้าฝนตกก็ยกต้นไม้หลบไปไว้ในร่ม พอมีแดดก็ยกออกมาตั้ง ทำแบบนี้ทุกวัน (หัวเราะ) จะให้ปุ๋ย 2 เดือนครั้ง ไม่อยากบังคับให้ออกดอกเยอะ ปล่อยให้โตไปตามธรรมชาติดีกว่า ไม่ได้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ อยู่ที่ความใส่ใจมากกว่า อยู่ตรงนี้แล้วต้นไม่สวยไม่งาม ก็หาที่อยู่ให้ใหม่ พวกกระถางเล็กๆนี่ย้ายที่เกือบทุกอาทิตย์ เพราะเป็นคนขี้เบื่อ แต่ก็ดูจากความชอบของต้นไม้เป็นหลัก วัสดุปลูกก็ใช้ดินปลูกต้นไม้ทั่วไป ผสมกาบมะพร้าวเยอะหน่อย ช่วยลดน้ำหนักไม่ให้หนักมากเกินไป
“ปัญหาที่พบในสวนคือมีเพลี้ยแป้งบ้าง ประเด็นหลักคือกระรอกที่มาจากในวังวรดิศซึ่งอยู่ด้านหลังบ้าน ไต่มากัดดอกไม้ในสวนเกือบทุกวัน ชอบแอบมาตอนกลางคืนที่เราหลับ ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร คิดเสียว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติ จะไปทำตาข่ายกั้นสวนก็จะดูไม่สวย แล้วก็มีอีกาชอบมากินน้ำในบ่อ มาอยู่บนหลังคา”
ก่อนลากลับในวันนั้นคุณติ๊กยังคุยกับผู้เขียนว่า “ตอนแรกก็คิดว่าเราใจกล้าไปหรือเปล่าที่ให้มาถ่ายภาพสวน เพื่อนที่ทำหนังสือพวกสวนยังทักว่าเธอจะกล้าให้เขาถ่ายเหรอ” ภาพสวนสวยที่คุณผู้อ่านได้เห็นคงช่วยยืนยันคำตอบได้ดีนะครับว่าคุณติ๊กคิดถูกแล้ว
ผมและคุณผู้อ่านจึงมีโอกาสได้เห็นสวนสวยๆแห่งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็น “มหัศจรรย์สีเขียวกลางกรุง”...ขอบคุณนะครับ