สวนสวย ใช้งานได้ดี มักเริ่มจากการออกแบบที่ดี เรามักยกหน้าที่นี้ให้นักจัดสวน ทั้งการวางตำแหน่ง เลือกต้นไม้และจัดองค์ประกอบให้ออกมาสวยงาม แต่บางครั้งเมื่อเกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างนักจัดสวนกับเจ้าของบ้าน ก็อาจทำให้ไม่ได้สวนตามใจหวัง หรือบางข้อสงสัยที่เจ้าของบ้านเองก็ไม่รู้จะไปถามที่ไหน คอลัมน์ “คุยกับมืออาชีพ” ฉบับนี้ จึงชวนนักจัดสวนมืออาชีพมาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับการออกแบบ เพื่อให้ผู้ที่กำลังจะจัดสวนได้รู้วิธีการทำงานและนำไปพูดคุยเบื้องต้นกันด้วยความเข้าใจ นักจัดสวนเขามีวิธีอย่างไร ตามไปคุยพร้อมกันค่ะ
คุณนิติ เศรษฐนันท์
จาก O2Space Landscape Design Studio สถาปนิกผู้ชื่นชอบต้นไม้และผันตัวมาเป็นนักจัดสวน การออกแบบสวนแต่ละครั้งจึงมีการคิดคำนวณและไตร่ตรองอย่างดี เพื่อให้ได้สวนที่ใช้งานได้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านมากที่สุด
คุณสุรพงศ์ - คุณศุภวัฒน์ สุววรณรัตน์
จาก Thanks Nature ทั้งสองท่านมีประสบการณ์จัดสวนยาวนานกว่า 20 ปี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เน้นการเข้าไปใช้งานจริง สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ร่มรื่น ทำให้สไตล์สวนแบบ Thanks Nature เป็นที่ชื่นชอบของเจ้าของบ้านหลายคน
ความต้องการของลูกค้าที่ออกแบบยาก
คุณนิติ : ผมขอยกตัวอย่างบางเคส การที่ลูกค้าเห็นตัวอย่างงานฮาร์ดสเคปหรือต้นไม้บางอย่างจากที่อื่นโดยไม่ได้เข้าไปสัมผัสจริง ทำให้ไม่ทราบถึงข้อดี ข้อเสีย และความรู้สึกเมื่อเข้าไปใช้งาน งานฮาร์ดสเคปบางอย่างเหมาะกับสถานที่สาธารณะ แต่ไม่เหมาะสมกับบ้านพักอาศัย หรือการวางตำแหน่งพื้นที่ใช้งานไม่ถูกต้องตามทิศของแดด การเลือกใช้ต้นไม้ไม่เหมาะกับสถานที่นั้น สิ่งเหล่านี้มักมีผลตามมาทำให้ต้องตามแก้ปัญหาอีกภายหลัง แต่หากมีการออกแบบที่ดีตั้งแต่ต้น ปัญหาก็จะลดลง
คุณสุรพงศ์และคุณศุภวัฒน์ : ส่วนใหญ่นักจัดสวนต้องฟังความเห็นลูกค้าเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ลูกค้าอยากได้ไม่ยากเท่ากับมุมที่เขาไม่อยากได้อะไรด้วย เช่น สมมติว่าลูกค้าไม่อยากได้อิฐมอญ ซึ่งอิฐมอญเนี่ยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของของเรา นักออกแบบบางคนอาจมองว่าเสียตัวตน แต่เรามองว่ามันก็มีวัสดุอื่นที่ใช้แทนได้ ก็จะนำเสนอเป็นทางเลือกไป ตัดความไม่ชอบของลูกค้าทีละรายการ ถ้าไม่ชอบก็จะชี้แจงว่าเราเอามาใช้น้อยในมุมที่สำคัญน้อยหน่อย ปริมาณนิดหน่อย ต้องทำอย่างไรให้ไปด้วยกันได้ ทั้งสองฝ่ายมีภาพที่ชัดเจนตรงกัน นักจัดสวนจึงจำเป็นต้องตั้งคำถาม ป้อนข้อมูล เพื่อให้เห็นความต้องการของเขาชัดขึ้น ในกรณีที่ลูกค้าต้องการบางอย่างจริงๆ แล้วไม่ดี เราก็ต้องชี้ให้ลูกค้าเห็นว่าไม่ดีอย่างไร พูดก่อนเซ็นสัญญาว่ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่น มีพื้นที่ 100 ตารางวา มีผนังด้านหนึ่งซึ่งติดกับเพื่อนบ้านต้องการสกรีนมุมมองยกเป็นผนังน้ำตกสูงมาก แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงดัง รับรองว่าไม่มีเพื่อนบ้านคนไหนชอบ กลายเป็นว่าเจ้าของบ้านสร้างปัญหาจากเสียง เราก็ต้องบอก เพราะบางครั้งเขาอาจหลงลืมจุดนี้ หรือถ้าเจ้าของบ้านชอบต้นไผ่มาก ก็ต้องมาดูกันว่าปลูกได้ไหม ถ้าคุณมีพื้นที่กว้าง ๆปลูกไม่ได้ติดรั้วบ้านใครก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณปลูกริมรั้วหรือตำแหน่งที่ลมจะพัดใบให้ปลิวไปตกบ้านอื่นได้ แม้ว่าอาจไม่มีปัญหารุ่นเรา แต่รุ่นลูกก็อาจประสบปัญหา สิ่งเหล่านี้เราต้องเอาประสบการณ์มาบอกเขา
ปัญหาที่พบระหว่างการออกแบบหรือสรุปแบบ
คุณนิติ : ผมมักเจอเรื่องการเปลี่ยนคอนเซ็ปต์แบบหรือความต้องการใหม่ที่ไม่ใช่การพัฒนาแบบจากเดิม ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ต้องเริ่มการออกแบบใหม่ทั้งหมด ดังนั้นทั้งผู้ออกแบบและลูกค้าต้องพูดคุยทำความเข้าใจเบื้องต้นให้ตรงกันเสียก่อน จะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้
คุณสุรพงศ์และคุณศุภวัฒน์: ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เลือกเรามักชอบงานเราในระดับหนึ่ง Thanks Nature ทำงานกันสองคนก็จะมาช่วยกันหาข้อด้อย
และจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในแบบทะเลาะกันเองให้จบ ก่อนสรุปแบบ เซ็นสัญญา แบบจึงมักลงตัว หรือถ้ามีปัญหาก็แก้ไป แต่บางครั้งเราต้องคาดเดาว่าส่วนนี้อาจถูกตำหนิ ก็อาจมีแผนสองเป็นทางเลือก แต่การที่ทำทางเลือกให้ลูกค้าก็ต้องไม่ทำมากเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกค้าสับสน และอยากเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ควรเปิดทางเลือกที่ลูกค้าไม่ลังเล หรือหากลูกค้าไม่ชอบตั้งแต่แบบแล้วก็ต้องปรับนะ เพราะสุดท้ายแค่ภาพเขายังไม่ชอบ ของจริงจะชอบได้อย่างไร การออกแบบของเราจึงมักมองจากการใช้งานจริงโดยเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในสวน เช่น มุมนี้จำเป็นต้องมีก๊อกน้ำ เพื่อทำความสะอาด ให้ย้อนกลับมามองว่าเราก็ได้รับความสะดวกจากฟังก์ชันนี้ อีกปัญหาที่มักพบบ่อยคือลูกค้ามองแบบไม่เป็น คือไม่เข้าใจแบบและไม่พูดออกมา แต่ส่วนใหญ่เขาจะรักเรามีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว ออกแบบไปก็จะชมว่าสวยไว้ก่อน แต่พอทำออกมาแล้วไม่ได้อย่างใจเขาคิด เพราะวันที่พรีเซ้นต์มองแบบไม่ออก ดังนั้นจึงต้องอธิบายกันให้ละเอียดถี่ถ้วน อ่านใจลูกค้าว่าเขาเข้าใจตรงกับเราจริง ๆ
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนมาคุยกับนักจัดสวน
คุณนิติ : สวนที่จัดใหม่พร้อมกับการปลูกสร้างอาคารกับสวนเดิมที่มีอยู่แล้วและต้องการปรับปรุง มีส่วนเหมือนกันที่ลูกค้าควรทำการบ้านมาก่อนที่จะคุยกับนักออกแบบสวน คือ
1. ลูกค้าต้องบอกถึงจุดประสงค์และกิจกรรมการใช้งานในสวนนั้น เพื่อผู้ออกแบบจะได้เตรียมฟังก์ชันนั้นๆสำหรับรองรับการใช้งาน
2. ข้อมูลของพื้นที่ เช่น ขนาด สภาพพื้นที่เดิม
3. งบประมาณที่ตั้งไว้
4. สไตล์สวนหรือองค์ประกอบในสวนที่ชอบและไม่ชอบ
5. ระยะเวลาที่ต้องการให้สวนแล้วเสร็จ
6. ประเภทการดูแลสวนของลูกค้า
ส่วนสวนที่จะปรับปรุงใหม่ ลูกค้าต้องบอกถึงปัญหาของสวนเดิมให้ชัดเจน เพื่อผู้ออกแบบจะได้แก้ปัญหาเดิมและเพิ่มความน่าสนใจให้สวนที่จะทำใหม่ให้ได้ตรงใจที่สุด
ไม่รู้ว่าตัวเองชอบสวนแบบไหน สไตล์อะไร ควรทำอย่างไรดี
คุณนิติ: อาจปรึกษาภูมิสถาปนิกหรือนักออกแบบจัดสวนเพื่อหารือ และผู้ออกแบบจะช่วยให้คำแนะนำด้วยการให้ข้อมูลสวนแต่ละประเภทกับลูกค้า โดยเลือกจากสไตล์สวนที่เหมาะสมกับคาแร็กเตอร์ ไลฟ์สไตล์ และความชอบด้านอื่นๆของลูกค้ามาประกอบกับองค์ประกอบงานสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน โดยยกตัวอย่างภาพสวนประกอบ อธิบายถึงลักษณะเด่นของภาพรวมสวน ข้อดี ข้อเสีย องค์ประกอบอย่างอื่น เช่น งานฮาร์ดสเคป ตัวอย่างพืชพรรณในสวน ตลอดจนการดูรักษา การได้เห็นตัวอย่างและได้ข้อมูลชัดเจนก็จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจร่วมกับนักออกแบบสวนได้ว่า สวนที่เหมาะกับเขาเป็นสไตล์ไหน โดยข้อสรุปอาจเป็นสวนที่ไม่ได้เป็นสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง อาจเป็นสวนที่เกิดจากการผสมผสานก็ได้
นักจัดสวนควรเข้างานจัดสวนตอนไหนดี ทำบ้านเสร็จก่อน ตกแต่งภายในก่อน หรือควรเข้ามาคุยตั้งแต่เริ่มทำบ้าน
คุณนิติ : ในกรณีที่เป็นการจัดสวนใหม่พร้อมกับอาคารที่สร้างใหม่ ส่วนตัวผมแล้วแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจะเป็นการคุยเกี่ยวกับแบบ
สวน จังหวะที่เหมาะสมคือ หลังจากสรุปแบบอาคารภายนอกแล้ว (ซึ่งบางกรณีมีการพัฒนาแบบอาคารไปพร้อมกับการให้คอนเซ็ปต์งานสวน) เมื่อพัฒนาแบบสวนจนนิ่งแล้ว ก็จะเป็นการรวมแบบร่วมกันกับงานอาคารที่ต้องเกี่ยวเนื่องกัน เช่น งานโครงสร้างฮาร์ดสเคป งานระบบไฟภายนอก งานระบบระบายน้ำ และระดับดิน ซึ่งการที่มีเวลาได้เตรียมตัวทำให้การก่อสร้างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนที่สองคือการประสานงานการเข้างานสวน เริ่มจากการปลูกไม้ยืนต้น โดยบางต้นจำเป็นต้องปลูกตั้งแต่เริ่มขึ้นโครงสร้างอาคาร เนื่องจากความสะดวกในการเข้าถึงตำแหน่งปลูก เพราะถ้าให้อาคารเริ่มเสร็จ เครนไม่สามารถยกปลูกได้ ส่วนที่เหลือก็พิจารณาไล่ตามลำดับงาน ข้อดีของการปลูกไม้ยืนต้นก่อนบ้านเสร็จคือ ต้นไม้มีเวลาฟื้นตัวนาน การแผ่กิ่งก้านและออกใบที่สมบูรณ์ ทำให้เลือกใช้ไม้พุ่มคลุมดินได้ใกล้เคียงกับสภาพแสงจริง ข้อเสียคือ จะต้องระวังน้ำปูนที่เกิดจากการก่อสร้าง อาจทำให้ต้นไม้ตายได้ ส่วนขั้นตอนสุดท้ายคือการปลูกไม้พุ่มคลุมดิน ซึ่งสามารถทำตอนบ้านแล้วเสร็จทุกอย่างก็ได้ ตอนนั้นก็จะเหลือช่างงานต่างๆน้อยมาก ซึ่งสามารถป้องกันต้นไม้ขนาดเล็กไม่ให้ช้ำและเสียหาย
คุณสุรพงศ์และคุณศุภวัฒน์: ผมไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าเวลาไหนเหมาะสมที่สุด ขึ้นอยู่กับปริมาณงานของลูกค้า ปกติผมจะทำงานจัดสวนบ้านลูกค้าปีละเพียง 6-7 ราย มีการจัดสวนทั้งแบบรีโนเวตสวนเดิม สวนที่จัดใหม่ สิ่งสำคัญน่าจะเป็นเรื่องการวางตำแหน่ง การกำหนดเลือกมุมมองจากในบ้านออกมา ในกรณีที่เข้าไปปรับปรุงสวนสิ่งที่ผมจะทำเสมอคือคงต้นไม้ใหญ่ไว้ ไม่เอาออก เพราะต้นไม้ที่เกิดมาแล้วมีมูลค่ามหาศาล อย่าไปมองว่าคือปัญหา ส่วนระยะเวลาจัดสวนขึ้นอยู่กับขนาดของงาน บ้าน 50 ตารางวากับบ้าน 2 ไร่ แน่นอนว่าต้องใช้เวลาต่างกัน แต่ทั้งนี้นอกจากสเกลเป็นตัวกำหนดเวลาแล้ว สิ่งที่มากกว่านั้นคือ จำนวนชิ้นงานหรือฮาร์ดสเคป เช่น สร้างงาน 10 ชิ้นในบ้าน 100 ตารางวา กับ 5 ชิ้นในบ้าน 150 ตารางวา บ้านเล็กชิ้นงานเยอะก็จะนานกว่า โดยมาตรฐานแล้วผมจะใช้เวลาราว 3 เดือนสำหรับบ้านพื้นที่ 100 ตารางวา
จัดสวนอย่างไรให้อยู่ได้ยั่งยืน อยู่ได้นาน
คุณนิติ : ผมแบ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้สวนอยู่ได้นานเป็น 2 ส่วน คือ
1. ส่วนของการออกแบบ : เป็นหัวใจครึ่งแรก กำหนดองค์ประกอบต่างๆ ของสวนตั้งแต่เริ่มต้น จำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์และสังเกตพื้นที่ที่จะทำสวนอย่างละเอียด เพื่อการออกและเลือกใช้พรรณไม้ที่เหมาะสมกับการดูแลของเจ้าของ และให้ถูกต้องกับสภาพแสงของพื้นที่นั้นๆ เช่น การเลือกไม้ที่ชอบแดดอยู่ในที่กลางแจ้ง ไม่เอาไม้ร่มมาอยู่แดด การเลือกระบบรดน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่และปริมาณต้นไม้ การเลือกใช้ดินที่มี อินทรียวัตถุสูง เพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ในระยะยาว การใช้วัสดุที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ
2. ส่วนของการดูแล : หัวใจครึ่งนี้ต้องอาศัยความเอาใจใส่ในช่วงต้นต้องมีการติดตามผลเพื่อสังเกตอาการต้นไม้ว่าตรงไหนมีปัญหาบ้าง บางจุดอับ น้ำไม่ถึง จำเป็นต้องเพิ่มน้ำจนเข้าที่ ต่อไปก็จะเป็นการควบคุมทรงพุ่มโดยการตัดแต่งให้ถูกวิธี ต้นไม้แต่ละชนิดมีการตัดแต่งที่แตกต่างกัน และสังเกตโรคต้นไม้ควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพลี้ย เชื้อรา หรืออื่นๆ การได้แก้ไขอย่างทันท่วงทีก็จะทำให้ต้นไม้อยู่กับเราได้นาน การได้เห็นต้นไม้ผลิดอกออกผลเจริญงอกงามก็จะนำความสุขมาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของได้ยั่งยืนเช่นกันครับ
คุณสุรพงศ์และคุณศุภวัฒน์ : ผมอยากให้ลองมองย้อนกลับไปที่สวนญี่ปุ่น ทำไมสวนญี่ปุ่นถึงเป็นอมตะ ทั้งๆที่สร้างมาตั้งแต่รุ่นปู่หรือสมัยโชกุน ตอนนี้ลูกหลานก็ยังเก็บเงินให้คนเข้ามาชมสวนได้ เพราะเขาสามารถทำสวนให้ยั่งยืนได้ นั่นคือลูกหลานมองออกว่าปู่คิดอะไร สมมติว่าเรามีกระถาง 1 ใบ ต้นไม้ 1 ต้น แน่นอนว่ากระถางต้องแข็งแรง ส่วนต้นไม้ตายแล้วก็ยังปลูกใหม่ได้โดยที่กระถางยังอยู่ กระถางก็คือฮาร์ดสเคป แปลว่ามันจะอยู่กับเราไปเรื่อย ๆ ส่วนซอฟต์สเคปหรือพรรณไม้ก็อาจหมุนเวียนตามฤดูกาล หรืออย่างสวนสไตล์อังกฤษที่บางคนมองว่าไม่ยั่งยืน จริง ๆแล้วสิ่งที่ทำให้ยั่งยืนได้ก็คือโครงสวน ฮาร์ดสเคปยังอยู่หรือกระถางไม่แตก ต้นไม้ที่ปลูกเสริมหรือไม้ล้มลุกอาจตายบ้างก็ได้ แต่ต้นไม้หลักต้องยังอยู่ นอกจากนี้เราต้องไม่ฝืนธรรมชาติของภูมิประเทศ เราอยู่กรุงเทพฯชอบสวนดอกไม้ อยากให้บ้านเป็นเหมือนเชียงใหม่มันก็ยาก ชนิดต้นไม้ก็สำคัญควรเลือกตามความเหมาะสม ไม้ที่นิยมตามเทรนด์บางครั้งอาจปลูกไม่ได้จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความยั่งยืนของสวนก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของบ้านเป็นสำคัญ นักจัดสวนเป็นคนสร้างสวนตามความชอบ แต่คะแนนของสวนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาเป็นสำคัญครับ โดยปกติแล้วผมจะเน้นการวางแผนและวางระบบในสวนให้ดี เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่เจ้าของบ้าน เป็นตัวช่วยให้สวนสวยงามในระยะยาว
ทำไมราคาต้นไม้ที่นักจัดสวนเสนอถึงได้แพงกว่าในท้องตลาด
คุณสุรพงศ์และคุณศุภวัฒน์ : ลูกค้าหลายคนมักสงสัยข้อนี้ ผมยกตัวอย่างว่าต้นไม้ที่ขายในท้องตลาดเวลาเราคุยกันเรื่องราคาคือเป็นราคาในจุดที่ยังไม่ได้ปลูกลงดิน เช่น ซื้อหน้าร้าน 100 บาท นักจัดสวนต้องบวกค่าขนส่ง ค่าปลูก ค่าดูแล กี่เปอร์เซ็นต์ให้สมเหตุสมผล อาจคิดราคาที่ 150 บาท บางเคสอาจจำเป็นต้องบวกถึงสองเท่าก็มี เพราะเราต้องเผื่อต้นไม้ตายแล้วเปลี่ยนใหม่ให้ลูกค้าด้วย แต่ต้นไม้ที่ทน ๆอย่างไทรก็อาจไม่บวกมาก ในกรณีที่ปลูกจำนวนมากตายไปบ้างก็โอเคเฉลี่ยกันไป แต่ไม้บางชนิดที่มีราคาสูงมากๆแล้วลูกค้าอยากได้ เราจะแนะนำว่าควรไปซื้อเองจะดีกว่า เคสที่คลาสสิกที่สุดคงจะเป็นหญ้าครับ เพราะราคาขายในตลาดอยู่ที่ 20 บาท แต่นักจัดสวนต้องซื้อดิน ทราย ค่าขนส่ง เพราะฉะนั้นบางครั้งอาจต้องคุยกันที่ 80 บาทก็มี